“ไหมขัดฟันแต่ละแบบ” ต่างกันอย่างไร? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ
10 กรกฎาคม 2026

การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสำคัญ แต่ทราบหรือไม่ว่าการแปรงฟันเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ แม้เราจะเลือกใช้แปรงสีฟันที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด แต่ขนแปรงก็ยังไม่สามารถเข้าไปทำความสะอาดบริเวณ “ซอกฟัน” ที่ฟันเรียงชิดติดกันได้อย่างทั่วถึง บริเวณนี้จึงกลายเป็นจุดอับที่มักเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับไหมขัดฟัน อุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพในการดูแลช่องปาก พร้อมขยายความเข้าใจว่า ไหมขัดฟันแต่ละแบบ มีอะไรบ้าง และแบบไหนที่เหมาะกับสุขภาพฟันของคุณมากที่สุด
ไหมขัดฟันคืออะไร ทำมาจากวัสดุอะไร?
ไหมขัดฟัน (Dental Floss) คือ อุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเพื่อทำความสะอาดซอกฟันและร่องเหงือกในส่วนที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง หน้าที่หลักคือการกำจัดคราบเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ (Plaque) แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดหินปูนและโรคเหงือก ในปัจจุบันไหมขัดฟันทำมาจากวัสดุสังเคราะห์หลักๆ 2 ชนิด ได้แก่:
- ไนลอน (Nylon หรือ Multifilament): ประกอบด้วยเส้นใยเส้นเล็กๆ หลายเส้นรวมกัน มีความยืดหยุ่นสูง มีทั้งแบบแต่งกลิ่นมินต์และแบบธรรมดา แต่อาจมีโอกาสฉีกขาดหรือรุ่ยได้ง่ายหากเจอซอกฟันที่ชิดกันมากๆ
- พีทีเอฟอี (PTFE หรือ Monofilament): เป็นเส้นใยเดี่ยวที่มีความเหนียว ทนทาน ขาดยาก และผิวสัมผัสมีความลื่นสูง สามารถเลื่อนผ่านซอกฟันที่เบียดชิดกันได้ง่ายโดยไม่เกี่ยวหรือบาดเหงือก
หลายคนมองว่าไหมขัดฟันเป็นเพียงอุปกรณ์ที่หยิบมาใช้เฉพาะตอนที่รู้สึกว่ามีเนื้อหรือเศษอาหารชิ้นโตติดฟันเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำทุกวันมีข้อดีต่อสุขภาพช่องปากและสุขภาพร่างกายโดยรวมมากมาย ดังนี้:
- ป้องกันฟันผุบริเวณซอกฟัน: ซอกฟันเป็นจุดที่แปรงสีฟันเข้าไปไม่ถึง แบคทีเรียจึงมักไปฝังตัวและย่อยสลายเศษอาหารจนเกิดเป็นกรดทำลายผิวฟัน การใช้ไหมขัดฟันจะช่วยขจัดคราบสะสมเหล่านี้ก่อนที่ฟันจะผุจนต้องอุดฟันหรือรักษารากฟัน
- ลดความเสี่ยงโรคเหงือกอักเสบ: คราบจุลินทรีย์ที่สะสมบริเวณขอบเหงือกและซอกฟัน หากปล่อยทิ้งไว้เพียง 24-48 ชั่วโมง จะเริ่มแข็งตัวกลายเป็นหินปูน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เหงือกบวม แดง และมีเลือดออกง่าย
- ช่วยให้ลมหายใจหอมสดชื่น: เศษอาหารชิ้นเล็กๆ หรือคราบแบคทีเรียที่ตกค้างอยู่ตามซอกฟันเป็นเวลานานจะเกิดการบูดเน่าและส่งกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหากลิ่นปากที่การน้ำยาบ้วนปากก็ช่วยได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
- ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำฟันระยะยาว: การสละเวลาเพียงวันละ 1-2 นาทีในการขัดฟัน ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคทางช่องปากที่รุนแรง
“ไหมขัดฟันแต่ละแบบ” แตกต่างกันอย่างไร และเหมาะกับใคร?
เพื่อให้ตอบโจทย์สภาพช่องปากที่แตกต่างกันของผู้ใช้งาน ในท้องตลาดจึงมีการพัฒนา ไหมขัดฟันแต่ละแบบ ออกมาหลากหลายประเภท ดังนี้
1. ไหมขัดฟันชนิดเส้นยาวทั่วไป (Traditional Dental Floss)
เป็นไหมขัดฟันรูปแบบคลาสสิกที่ต้องนำมาตัดแบ่งและใช้นิ้วมือพันเพื่อใช้ในการควบคุมไหมขณะขัดฟัน ทันตแพทย์มักแนะนำรูปแบบนี้ให้กับคนทั่วไป เพราะสามารถโอบเส้นไหมให้แนบไปกับส่วนโค้งของผิวฟันได้ดีที่สุด โดยแบ่งย่อยได้อีก 2 ประเภท:
- แบบเคลือบขี้ผึ้ง (Waxed Floss): ผิวเส้นไหมจะมีความลื่นสูง ช่วยให้เลื่อนผ่านซอกฟันได้ง่าย ลดแรงเสียดทาน เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน คนทั่วไป และคนที่มีซอกฟันชิดกันมาก เพราะปลอดภัยและลดโอกาสบาดเหงือก
- แบบไม่เคลือบขี้ผึ้ง (Unwaxed Floss): เส้นไหมจะมีความสากเล็กน้อย ช่วยดักจับคราบจุลินทรีย์ได้ดี แต่อาจขาดหรือรุ่ยได้ง่ายหากขัดฟันแรงเกินไป เหมาะสำหรับผู้ที่ชำนาญในการใช้ไหมขัดฟันแล้ว หรือผู้ที่แพ้/ไม่ชอบรสชาติของขี้ผึ้ง
Tip เรื่องรูปทรงเส้นใย: ไหมขัดฟันแบบเส้นยาวนี้ยังมีรูปทรงให้เลือกตามความชอบ เช่น แบบเส้นกลม (บางชนิดพองฟูได้เมื่อโดนน้ำลายเพื่อลดความคม) และ แบบเทป (Dental Tape) ที่มีลักษณะแบนคล้ายบะหมี่เส้นแบน ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมผัสผิวฟัน ขจัดคราบได้ดี
2. ไหมขัดฟันแบบมีด้ามจับ (Floss Holder / Floss Pick)
เป็นไหมขัดฟันที่ถูกขึงมาสำเร็จรูปบนก้านพลาสติกขนาดเล็ก ใช้งานสะดวกด้วยมือเดียว เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดในการใช้กล้ามเนื้อมือควบคุมเส้นไหม
ข้อพิจารณา: เนื่องจากเส้นไหมถูกขึงตึงบนก้าน จึงไม่สามารถโอบโค้งรอบผิวฟันได้ดีเท่าแบบเส้นยาว ประสิทธิภาพในการทำความสะอาดในร่องเหงือกจึงอาจลดลงเล็กน้อย
3. ไหมขัดฟันชนิดพิเศษ (Super Floss)
ไหมขัดฟันที่ออกแบบมาเพื่อการดูแลเฉพาะจุด โดยในหนึ่งเส้นจะประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ ปลายพลาสติกแข็งสำหรับสอด, ไหมเส้นพองฟูคล้ายฟองน้ำ และไหมขัดฟันแบบปกติ เหมาะสำหรับคนที่กำลังจัดฟัน หรือผู้ที่มีสะพานฟัน (Bridge) ช่วยให้สามารถสอดไหมเข้าใต้ลวดดัดฟันหรือใต้สะพานฟันเพื่อทำความสะอาดจุดอับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. แปรงซอกฟัน (Interproximal Brush)
แม้ไม่ใช่ไหมขัดฟันโดยตรง แต่เป็นอุปกรณ์ในกลุ่มเดียวกัน มีลักษณะเป็นแปรงหัวพู่ขนาดจิ๋ว เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเหงือกร่น หรือมีช่องว่างระหว่างฟันค่อนข้างห่าง แปรงซอกฟันมีหลายขนาด ควรเลือกขนาดที่พอดีกับช่องว่างเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและไม่ทำให้เจ็บเหงือก
ตารางสรุป: การเลือกใช้ ไหมขัดฟันแต่ละแบบ ให้เหมาะกับคุณ
| Dummy | Dummy | Dummy |
| ประเภทของไหมขัดฟัน | จุดเด่น | เหมาะสำหรับใคร? |
| แบบเคลือบขี้ผึ้ง (Waxed) | ลื่น สอดง่าย ไม่ขาดง่าย ไม่บาดเหงือก | คนทั่วไป และผู้เริ่มต้นใช้งาน |
| แบบไม่เคลือบขี้ผึ้ง (Unwaxed) | ขจัดคราบได้ละเอียด แต่อาจรุ่ยง่าย | ผู้ที่ชำนาญแล้ว หรือไม่ชอบขี้ผึ้ง |
| แบบด้ามจับ (Floss Pick) | ใช้ง่าย พกพาสะดวก ควบคุมง่ายด้วยมือเดียว | เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ใช้นิ้วมือไม่ถนัด |
| แบบพิเศษ (Super Floss) | มีปลายแข็งสอดง่าย มีช่วงฟองน้ำหนานุ่ม | คนจัดฟัน และผู้ที่ใส่สะพานฟัน |
| แปรงซอกฟัน (Interproximal Brush) | ทำความสะอาดช่องว่างขนาดกว้างได้ดี | ผู้ที่มีปัญหาเหงือกร่น ฟันห่าง |
วิธีการใช้งานและความถี่ในการขัดฟันอย่างถูกวิธี
การใช้ไหมขัดฟัน ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดและปลอดภัยต่อเหงือก มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ค่ะ
ไหมขัดฟันแบบเส้นยาว
- ตัดและพัน: ตัดไหมขัดฟันให้มีความยาวประมาณ 45-60 เซนติเมตร พันปลายไหมทั้งสองข้างไว้กับนิ้วกลางทั้งสองมือ โดยเหลือระยะตรงกลางไว้ประมาณ 2-4 นิ้ว
- ควบคุม: ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้จับเส้นไหมให้ตึง แล้วค่อยๆ เลื่อนไหมผ่านซอกฟันเบาๆ (ห้ามใช้วิธีกระแทกหรือเลื่อยลงไปตรงๆ เพราะจะทำให้บาดเหงือก)
- โอบและขัด: เมื่อไหมผ่านซอกฟันลงไปถึงขอบเหงือกแล้ว ให้โอบเส้นไหมเป็นรูปตัว “C” แนบไปกับผิวฟันด้านใดด้านหนึ่ง จากนั้นขยับไหมขึ้น-ลงเบาๆ เพื่อกวาดคราบจุลินทรีย์ที่อยู่ตามซอกฟัน
- ขยับตำแหน่ง: ขยับไปทำอีกด้านของซอกฟันซี่เดียวกัน จากนั้นจึงดึงไหมออก และเปลี่ยนไปใช้ไหมส่วนที่ยังสะอาดเพื่อขัดฟันซี่ถัดไป
ไหมขัดฟันแบบด้ามจับ
- สามารถหยิบใช้ได้เลย: โดยใช้ไหมระหว่างด้ามจับ ค่อย ๆ เลื่อยตรงไปตามซอกฟันและถูตามซอกฟัน และใช้ด้ามฝั่งตรงข้ามในการแคะในจุดที่มีเศษอาหารติดได้
ไหมขัดฟันแบบแปรงซอกฟัน
- เสมือนแปรงขนาดเล็ก: สามารถหยิบงานได้สะดวก ซอกซอนตามร่องฟัน โดยไหมขัดฟันชนิดนี้จะเหมาะกับคนที่มีเครื่องมือจัดฟัน
ความถี่ในการใช้งาน
เราควรใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง โดยเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงก่อนนอน หลังจากที่แปรงฟันเสร็จแล้ว เพื่อไม่ให้มีเศษอาหารหรือคราบจุลินทรีย์ตกค้างในช่องปากตลอดทั้งคืน ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำลายน้อยลงและแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี
Q&A: ตอบคำถามยอดฮิตเรื่องการใช้ไหมขัดฟัน
A: จำเป็น เพราะการแปรงฟันสามารถทำความสะอาดผิวฟันได้เพียงประมาณ 60% เท่านั้น อีก 40% ที่เหลือคือบริเวณซอกฟันและซอกเหงือกที่ขนแปรงเข้าไม่ถึง หากปล่อยทิ้งไว้ คราบแบคทีเรียจะสะสมจนกลายเป็นหินปูน นำไปสู่ปัญหาฟันผุด้านข้างซอกฟันและโรคเหงือกอักเสบในที่สุด
A: สามารถเริ่มใช้ได้ตั้งแต่ วัยเด็ก เมื่อฟันน้ำนมของเด็กเริ่มขึ้นชิดกันตั้งแต่ 2 ซี่ขึ้นไป โดยในช่วงแรก (อายุต่ำกว่า 8-10 ปี) คุณพ่อคุณแม่ควรเป็นผู้ช่วยขัดฟันให้ เนื่องจากเด็กยังไม่มีพัฒนาการกล้ามเนื้อมือที่ละเอียดพอในการควบคุมเส้นไหม
A: ในกรณีที่ซอกฟันเรียงชิดติดกันตามปกติ ไม่มีอุปกรณ์ใดทดแทนไหมขัดฟันได้ แต่นวัตกรรมอย่าง เครื่องฉีดน้ำทำความสะอาดฟัน (Water Flosser) หรือ แปรงซอกฟัน สามารถนำมาใช้เสริมร่วมด้วยได้ดี โดยเฉพาะในคนจัดฟัน แต่สำหรับคราบจุลินทรีย์ที่เกาะแน่น การขัดถูเบาๆ ด้วยไหมขัดฟันยังคงให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
A: หากเพิ่งเริ่มใช้ไหมขัดฟันใน 1-2 สัปดาห์แรก แล้วมีเลือดออกเล็กน้อย ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากเหงือกในบริเวณนั้นอาจมีอาการอักเสบซ่อนอยู่จากคราบแบคทีเรียที่สะสมมานาน เมื่อเราขัดฟันสะอาดขึ้น อาการอักเสบจะลดลงและเลือดจะหยุดออกไปเอง แต่หากใช้ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์แล้วเลือดยังออกอยู่ หรือมีอาการเจ็บปวด ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด
A: ควรขัดทุกซอกฟันทุกซี่ รวมถึงฟันซี่ในสุดด้านหลังด้วย เพราะคราบแบคทีเรียเกิดขึ้นได้ในทุกบริเวณที่มีผิวฟันชิดกัน การขัดเพียงบางซี่ที่รู้สึกว่ามีเศษอาหารติด อาจทำให้ซี่อื่นๆ ที่ไม่มีอาการถูกละเลยจนเกิดฟันผุโดยไม่รู้ตัว
บทสรุป
การดูแลสุขภาพช่องปากและฟันให้แข็งแรงอย่างยั่งยืน เริ่มต้นได้จากการใส่ใจในทุกรายละเอียดเล็กๆ การเลือกใช้ ไหมขัดฟันแต่ละแบบ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพฟัน ร่วมกับการแปรงฟันอย่างถูกวิธี จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคทางช่องปาก หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสภาพช่องปาก การเลือกขนาดแปรงซอกฟัน หรือต้องการคำแนะนำในการดูแลฟันที่เหมาะกับตัวคุณเอง สามารถเข้ามาติดต่อสอบถามและรับคำปรึกษาจากทีมทันตแพทย์ได้ เรายินดีให้คำดูแลเพื่อรอยยิ้มที่มั่นใจและสุขภาพช่องปากที่ดีของทุกคน
